บ้านศิลาดล

posted on 25 Jun 2009 09:47 by ssiceeee

บ้านศิลาดล : บ้าน บ้าน ไม้ เรือนไทย บ้านเรือน ไทย เรือน ไม้ บ้านเรือน ไม้








บ้าน, เรือนไทย



 





เคยมีคำกล่าวว่าเมื่อไปเยือนเชียงใหม่จะต้อง
"แอ่วเฮือนคนเมืองชำเลืองเครื่องปั้น" คราวนี้ เราพาคุณมาที่ ต.บ้านดวงดี
อ.ดอยสะเก็ด
เพื่อมาชมหมู่เรือนไทยล้านนาที่ทรงคุณค่าทั้งความงดงามและศิลปะ คุณกานดา
กาญจนากร และคุณทัศนีย์ ยะจา กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด
บ้านศิลาดล ผู้เป็นเจ้าของได้เล่าถึงความเป็นมาของเรือนไทยล้านนาจำนวน 9
หลังนี้ให้ฟังว่า "พื้นเพเดิมของดิฉันและคุณกานดาเป็นคนเมืองเชียงใหม่
เลยฝังใจกับสภาพความเป็นอยู่และรูปแบบเรือนไทยล้านนา
จึงอยากจะอนุรักษ์ไว้และพยายามทำให้ "บ้านศิลาดล" เป็นบ้านกึ่งพิพิธภัณฑ์ ซึ่งไม่เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้นแต่ยังเป็นตัวแทนของความเป็นอยู่และงานฝีมือของชาวเชียงใหม่

สำหรับตัวเรือนทั้งหมดจะเป็นเรือนไทยล้านนาที่นำเรือนเก่ามาปลูกใหม่ เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ค่ะ ดิฉันไดออกแบบเรือนโดยปรึกษากับสล่าหรือช่างในท้องถิ่นและเริ่มปลูกตั้งแต่ปี
2537 ไล่ไปปีละหลังจนครบทั้ง 9 หลัง
โครงสร้างของตัวเรือนจะเป็นไม้สักเก่าซึ่งซื้อได้จากในเชียงใหม่นี่เอง
ส่วนบริเวณนอกชานทั้งหมดเป็นไม้แดงซึ่งต่อเติมขึ้นมาใหม่เพื่อทำเป็นชานแล่นโดยรอบเชื่อมต่อเรือนทั้ง
9 หลังเข้าด้วยกัน หมู่เรือนไทยที่เห็นก็จะแบ่งออกเป็นเรือนต่างๆดังนี้
เรือนแรกคือ เฮือนเก๊า เป็นเรือนประธานของบ้านและใช้เป็นเรือนที่พักของดิฉัน
ชั้นบนตกแต่งเป็นห้องนอนโดยออกแบบให้เข้ากับวิถีชีวิตในปัจจุบันมากขึ้นด้วยการติดเครื่องปรับอากาศ
แต่ขณะเดียวกันก็พยายามออกแบบให้กลมกลืนกับลักษณะของบ้าน
เฮือนแก้ว เป็นเรือนรับรองแขกและมีห้องนอนสำรองไว้ด้วยเพื่อความสะดวกสบาย
เฮือนคำ หรือเรือนรับรอง
เวลามีมิตรสหายมาเยี่ยมเยือนก็มักใช้เรือนนี้ต้อนรับขับสู้
เฮือนพระเจ้าคือเรือนพระ ครัวฮักครัวฮอม
เป็นเรือนที่ใช้เก็บของสะสมที่ดิฉันชื่นชอบหรือสินค้าที่เราผลิตโชว์เวลามีแขกมาเที่ยว
เฮือนนุ่งย่องหรือเรือนเก็บผ้านุ่ง เนื่องจากดิฉันชอบการสะสมผ้า
จึงใช้เรือนนี้เป็นที่เก็บและจัดแสดงโดยมีหุ่นโชว์คล้ายๆกับงานนิทรรศการ
เฮือนสานศิลป์หรือเรือนเก็บงานศิลปะ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็ซื้อมาจากชาวบ้านหรือนักศึกษาในท้องถิ่นที่สนใจงานด้านศิลปะ
ถือเป็นการช่วยเหลือให้เขามีรายได้
และถ้ามีผู้เยี่ยมชมท่านใดสนใจงานในเรือนนุ่งย่องและเรือนสานศิลป์
ก็สามารถซื้อกลับไปเป็นที่ระลึกได้ ส่วนเฮือนหลวง
เป็นเรือนใหญ่ใช้สำหรับรับรองแขกเป็นจำนวนมากและยังใช้เป็นที่โชว์สินค้าที่เราผลิตเองอีกด้วย”

คุณกานดาเล่าเรื่องการอยูู่่บ้านไทยของเธอว่า
"คนส่วนมากจะชอบบ้านเรือนไทย แต่มักจะละเลยรายละเอียดบางอย่างไป เช่น
เรือนไทยที่เป็นบ้านเก่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแลบำรุงรักษาในระดับหนึ่ง
เราควรตรวจเช็คสภาพของไม้ก่อนปลูกและทาน้ำมันเคลือบเพื่อรักษาเนื้อไม้
รวมทั้งทำระบบกำจัดปลวกให้ดีเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง
และแม้บางครั้งไม้เก่าอาจมีเสียงดังบ้างเวลาเดินและมีปัญหาเรื่องความผุกร่อน
แต่ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์ของเรือนไทย
เรือนของดิฉันจะแฝงกลิ่นอายของชีวิตชาวบ้าน และใกล้ชิดธรรมชาติ
ทุกเช้าจะได้เห็นนกบิน ได้ยินเสียงนกร้อง เขาจะชอบมาทำรังบนเรือนของดิฉัน
ทำให้ต้องคอยดูแลเรื่องมูลนก
หรือลักษณะของเรือนไทยที่อาจทำให้มีปัญหาบ้างเวลาฝนตกอาจจะต้องเดินตากฝนไปยังห้องอื่นๆ
สิ่งเหล่านี้สำหรับดิฉันแล้วถือเป็นความสุข
นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดหากคิดจะอาศัยอยู่เรือนไทยคือก่อนการปลูกเรือนเราจะต้องดูเรื่องทิศทางลมและร่มเงาไม้ให้ดีเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องความ
ร้อนในภายหลัง"

เรื่อง ทัตชัย น้อยสง่า
ภาพ สังวาล พระเทพ / ชัยพฤกษ์ โพธิแดง
เจ้าของ คุณกานดา กาญจนากร และคุณทัศนีย์ ยะจา




ที่มา นิตยสารบ้านและสวน




+บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด...คลิกที่นี่






Free TextEditor

 

 

Create Date : 19 มิถุนายน 2552
Last Update : 22 มิถุนายน 2552 10:08:47 น.  
1 comments
Counter : Pageviews.
อเมริกัน อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน : 5 สไตล์การทำงานที่แตกต่าง
2009-06-22 21:10:38


สมัครงาน

          มีผู้หางานจำนวนไม่น้อยเลย ที่ใฝ่ฝันอยากจะทำงานกับองค์กรอินเตอร์ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องรู้คือ คนแต่ละชาติมีสไตล์และวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ที่กำลังมองหางานในบริษัทข้ามชาติชั้นนำ จึงไม่ควรพลาดที่จะทำความรู้จักตัวตนของคนแต่ละชาติ เพื่อการทำงานในองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคทางด้านวัฒนธรรม

          วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 5 สไตล์การทำงานขององค์กรอินเตอร์จาก 5 ประเทศดังนี้

อเมริกัน

          ชาวอเมริกันเป็นชาติมหาอำนาจ มักจะมีระบบหรือแนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ได้ผลเร็ว ยึดตามหลักเหตุผล หรือการรายงานที่มีงานวิจัยรับรอง กล้าแสดงออก พูดจาตรงไปตรงมา มีความชัดเจนในการทำงาน และมีความคิดสร้างสรรค์ดี คำแนะนำคือ เมื่อทำงานร่วมกับคนอเมริกัน จะต้องมีระบบการจัดการชีวิตที่ดี แยกชีวิตส่วนตัวออกจากการทำงานอย่างสิ้นเชิง มีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน มีความรับผิดชอบงานที่ดี รู้จักสร้างสรรค์ เรียนรู้จากความผิดพลาดได้ดี

อังกฤษ

          ชาวอังกฤษมีนิสัยในด้านการรักษามารยาทสังคมเป็นอย่างมาก จึงมักมีท่าทางสุภาพนุ่มนวล เห็นอกเห็นใจ ชอบสอน และตรงเวลามาก คำแนะนำคือ งานที่ทำควรมีความละเอียด รอบคอบสูง มีตารางเวลาชัดเจน และสามารถทำตามได้จริง ที่สำคัญควรแต่งตัวให้เรียบร้อยดูดีอยู่เสมอ

ญี่ปุ่น

          คนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ทำงานหนัก และทุ่มเทให้กับการทำงานมาก มีระเบียบแบบแผนกติกาชัดเจน ตั้งใจทำงาน มุมานะ เข้าอกเข้าใจลูกน้อง และดูอ่อนน้อม แต่มีความเด็ดขาดอยู่ภายใน และมักให้ผลตอบแทนที่ดี คำแนะนำคือ ต้องขยันและควรมีงานทำอยู่ตลอดเวลา มีใจจดจ่อจริงจังกับงาน และหากมีนัดหมายส่งงาน ควรส่งก่อนเวลา ที่สำคัญต้องสามารถจัดความสมดุลเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวได้ดี

ฝรั่งเศส

          คนฝรั่งเศสโดยทั่วไปมักจะเป็นคนแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาทันทีอย่างเปิดเผย คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น ไม่อ้อมค้อม เป็นผู้มีศิลปะและรสนิยมสูง ชอบแสวงหาความสะดวกสบาย กำหนดกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ไม่ค่อยจะยืดหยุ่น คำแนะนำคือ จะต้องกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าพูด กล้าวิจารณ์ ถึงแม้จะในด้านลบก็ตาม และถ้าได้รับเชิญ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร สำคัญหรือไม่ จะต้องมีการตอบรับหรือปฏิเสธการเชิญนั้นๆ เสมอ การไปเยี่ยมคนฝรั่งเศสโดยไม่บอกล่วงหน้า ถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก

เยอรมัน

          เป็นคนตรงต่อเวลามาก ชอบแสดงความเห็นแบบตรงๆ เมื่อมีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ ใบหน้าจะแสดงออกมาตรงๆ ว่าโกรธ มีความเชื่อมั่นในตนเอง เต็มที่ ชอบวิถีชีวิตแบบตัวคนเดียว ยึดถือเรื่องการเข้าคิวตามลำดับ ชอบซักไซ้ข้อมูล และจัดการกับปัญหาโดยพุ่งเข้าชนปัญหา คำแนะนำคือ ต้องรักษาเวลานัดอย่างเคร่งครัด ดำเนินการประชุมไปตามหัวข้อที่กำหนดเอาไว้เมื่อเวลานัดมาถึง คนเยอรมันจะให้เวลาเต็มที่ในการให้คำปรึกษา สอบถามหรือหารือเป็นเรื่องๆ อย่างที่เรามักได้ยินจากปากคนเยอรมันเสมอๆ ว่า “ช้าๆ ค่อยทำเป็นเรื่องๆ ไป” หรือ “langsam, Eins nach dem anderen” และอย่าได้หวังว่าคนเยอรมันจะเปลี่ยนใจอะไรง่ายๆ หลังจากที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

          ยังมีเกร็ดความรู้ดีๆ อย่างนี้อีกมากมายในหนังสือ “คู่มือหางานอินเตอร์” ที่คนอยากทำงานในองค์กรใหญ่ระดับข้ามชาติไม่ควรพลาด!!!

ป้าย : หางาน สมัครงาน งาน
Dictionary :
หางาน สมัครงาน งาน

10 วิธีล้างพิษก่อนกิน

posted on 25 Jun 2009 09:44 by ssiceeee

10 วิธีล้างพิษก่อนกิน

 


 





















หลายคนสงสัย
แค่จะกินก็ยังต้องล้างพิษด้วยหรือ
?


ด้วยสภาพภูมิอากาศในบ้านเราเป็นแบบร้อนชื้น
ซึ่งเหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคต่าง
ๆ ได้ดี ดังนั้น พอถึงฤดูร้อนทีไร โรคท็อปฮิตต่าง ๆ จึงออกอาละวาดกันจนแทบระวังเนื้อระวังตัวไม่ทันทุกที ยิ่งในยุคเศรษฐกิจและการเมืองตกต่ำเป็นประวัติการณ์ด้วยแล้ว
คุณคงไม่อยากเสียเงินเก็บเงินออมกับเรื่องสุขภาพเป็นแน่
ใครอยากรู้ว่าทำยังไงให้
สุขภาพดีจัง
ตังค์อยู่ครบ
อ่านด่วน


ในปีนี้
กระทรวงสาธารณสุขได้ประมวลผลสถิติทางการแพทย์พบว่า โรคที่เป็นกันมากในปีที่แล้ว และจะระบาดหนักในปี
พ.ศ.
2552 ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง
โรคไข้ไม่ทราบสาเหตุ
342.1 ต่อแสนประชากร และอาหารเป็นพิษ
โดยมีสาเหตุหลักก็คือการเลือกกินและการทำความสะอาด ดังนั้น
แนวทางสำคัญอันดับหนึ่งที่เราจะป้องกันโรคร้ายและเงินในกระเป๋ากระจัดกระจาย
ก็คือการสร้างสุขอนามัยในอาหารประจำวัน และนี่คือวิธีล้างพิษก่อนกิน
สำหรับคุณพ่อบ้านแม่เรือนที่จะทำความสะอาดผักผลไม้ก่อนรับประทาน


1. ปลอดภัยด้วยสูตรขนมปัง ใช้โซดาทำขนมปัง
(โซเดียมไบคาร์บอเนต)
1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร (1 กาละมัง) แช่ผักทิ้งไว้ 15 ก่อนนำมาปรุงอาหาร


2. ลดสารพิษฆ่าแมลง 60-84% ใช้น้ำส้มสายชู 0.5% หรือน้ำส้มสายชู
อสร.
1 ขวดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที


3. ลดสารพิษฆ่าแมลง 54-63% เด็ดผักเป็นใบ ๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง
เปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน
2 นาที


4. ลดสารพิษฆ่าแมลง 7-33% ล้างผักรอบแรกให้สะอาด เด็ดผักออกเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที


5. ลดสารพิษ 50% ลวกผักด้วยน้ำร้อน ส่วนการต้มนั้นลดสารพิษได้ 50% เช่นเดียวกัน แต่จะมีสารพิษตกค้างในน้ำแกง
จึงควรล้างผักลดสารพิษก่อนทำแกง


6. เสียปริมาณดีกว่าเสียใจ ผักที่มีกาบใบห่อหุ้มเป็นชั้น ๆ เช่น กะหล่ำปลี หัวหอมใหญ่
ควรปอกเปลือกหรือลอกใบชั้นนอกออกจะสามารถช่วยลดสารพิษลงได้


7. ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชากับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15-30
นาทีจะฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก


8. ล้างผักด้วยน้ำยาล้างจาน ใช้น้ำยาล้างจานกับฟองน้ำ (หรือสก็อตไบรต์) ถูเบา ๆ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อที่อยู่บริเวณผิวของผลไม้ได้
วิธีนี้ยังเหมาะสำหรับล้างไข่ด้วย


9. ล้างนอกล้างใน ผลไม้ที่กินทั้งเปลือกได้ เช่น มะเฟือง สตรอเบอร์รี่ ฝรั่ง ควรล้างหลาย ๆ ครั้ง
ใช้แปรงขนอ่อนถูเบา ๆ ให้ทั่วแล้วล้างน้ำเกลือหรือน้ำสุก
ส่วนผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกก่อนจึงกินได้ เช่น มะม่วง มะละกอ สับปะรด
ควรนำมาล้างก่อน จึงค่อยปอกเปลือก เพราะถ้าไม่นำมาล้างก่อน
สิ่งสกปรกบนผลไม้จะติดไปกับมือหรือมีดขณะปอกผลไม้ได้ ทำให้เนื้อผลไม้สกปรก


10. ยาสีฟันสารพัดประโยชน์ องุ่นปกติมักจะมีคราบเหมือนยางเป็นฝ้าขาว ๆ ล้างยังไงก็ไม่ออก วิธีล้างให้เด็ดผลองุ่นออกจากพวงใส่ภาชนะบีบยาสีฟัน
(อะไรก็ได้) พอสมควร ขยี้ให้ทั่วมือ ใส่น้ำพอสมควร
แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าจนสะเด็ดน้ำ


นอกจากนี้ยังมีการใช้ด่างทับทิม
5 เกล็ดต่อน้ำ 4 ลิตร ใช้น้ำปูนใสอิ่มตัวผสมน้ำเท่าตัว ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 4 ลิตร
และใช้น้ำซาวข้าวล้างผัก แช่ผักทิ้งไว้
ซึ่งก็ล้วนแต่ช่วยลดสารพิษอันก่อให้เกิดโรคต่อระบบขับถ่าย ลำไส้ ได้ดี
ใครสะดวกแบบไหนก็ใช้ได้ตามความถนัด วิธีที่ดีที่สุดคือ เลือกที่สะดวก ปลอดภัย
และให้ประสิทธิภาพในการชำระล้างสารพิษได้มากที่สุด เท่านี้...คุณก็จะมีสุขภาพดีจัง
ตังค์อยู่ครบแล้ว


วิธีดูแลรักษานาฬิกาให้ใช้งานได้คุ้มค่า
2009-06-11 19:35:33

   
ปัจจุบันนาฬิกาข้อมือ ไม่ใช่เพียงใช้ดูเวลาอย่างเดียว แต่กลายเป็นเครื่องประดับ หรือ  แฟชั่น อย่างหนึ่ง คู่กับเสื้อผ้า สวย ๆ ที่ทุกคนนิยมซื้อหามาใส่กันหลายเรือน เพื่อให้เข้ากับกระแสแฟชั่นที่เวียนเปลี่ยนไปเรื่อย

วิธีดูแลรักษานาฬิกา

1) ถ่านนาฬิกาทั่วไปมีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี แต่ถ่านของนาฬิกาที่มีฟังก์ชั่นจับเวลา (Chronograph) อาจอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานจับเวลา ถ้าเป็นนัก กีฬ อาจต้องใช้งานฟังก์ชั่นนี้บ่อย เพราะต้องใช้นาฬิกาจับเวลา เป็นเหมือน อุปกรณ์กีฬา อย่างหนึ่งที่สำคัญมากในการทำลายสถิติ จึงควรเปลี่ยนถ่านนาฬิกาตามระยะเวลาที่กำหนด เพราะหากทิ้งไว้นานเกินไป สารจากถ่านจะรั่วและกัดกร่อน จนทำให้ฟันเฟืองนาฬิกาเสียได้

2) ไม่ควรทิ้งนาฬิกาไว้ในที่อุณหภูมิสูงหรือต่ำจนเกินไปเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงการกระแทกแรง ๆ และไม่ควรวางนาฬิกา ไว้ในบริเวณที่มีอุปกรณ์แม่เหล็ก หรือสนามแม่เหล็กสูง เพื่อให้นาฬิกาทำงานอย่างเที่ยงตรงเสมอ

3) หากเป็นนาฬิกาออโตเมติกที่เพิ่งซื้อมาใหม่ และเข็มนาฬิกานิ่งสนิท ให้ไขลานก่อน 30 รอบ เพื่อให้ลานเพียงพอแล้ว จึงตั้งเวลา นอกจากนี้ ควรใส่นาฬิกาทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แต่หากใส่ทุกวัน และถอดเก็บเพียงตอนกลางคืน ก็ไม่จำเป็นต้องไขลานด้วยมืออีก

4) หากใส่นาฬิกาที่มีสายหนัง และใส่ทุกวัน ควรเปลี่ยนสายหนังทุกหนึ่งปีครึ่ง และไม่ควรใส่ลงน้ำ แม้ว่าจะมากับนาฬิกากันน้ำก็ตาม

5) ควรส่งนาฬิกาเข้าศูนย์ เพื่อตรวจเช็คอย่างน้อยปีละครั้ง และเปลี่ยนยางกันน้ำอย่างน้อย 2ปีต่อครั้ง หรือทันทีที่ชำรุด โดยเฉพาะผู้ที่ใส่นาฬิกาว่ายน้ำเป็นประจำ หรือเล่นกีฬาทางน้ำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยต้องตรวจสอบว่า เม็ดมะยมขันแน่นก่อนว่ายน้ำ และไม่ได้กดปุ่มใด เอาไว้ และหลังว่ายน้ำในทะเล หรือสระว่ายน้ำซึ่งมีส่วนผสมของคลอรีน ควรทำความสะอาดนาฬิกาโดยเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่านนาฬิกา และไม่ควรใส่นาฬิกาอาบน้ำ แม้ว่าจะเป็นนาฬิกากันน้ำก็ตาม เพราะสบู่จะลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้น้ำซึมเข้าไปในนาฬิกาได้

6) หากไม่ใช่นาฬิกากันน้ำ แต่นาฬิกาตกน้ำ ให้ถอดออกและส่งศูนย์ซ่อมนาฬิกาทันที เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขังอยู่ด้านใน และป้องกันความเสียหายต่อกลไกการทำงาน และควรอ่านคู่มือของนาฬิกาด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีนาฬิกาไว้ใส่ได้นาน ๆ อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้

 
ข้อมูลโดย : เดลินิวส์

ป้าย : นาฬิกา แฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ
Dictionary : นาฬิกา แฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ